รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
Forum homepage Home What's new What's hot Archives
ข่าวสาร (315)
บทความ (244)
งานวิจัย (10)
กระทู้ (86)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ (118)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ โดย อ.พิชัย ศรีใส (50)
ตำบลรอบคลอง (20)
หลักสูตรท้องถิ่น คลองอู่ตะเภา (22)
นโยบายสาธารณะ (812)
สถานการณ์น้ำท่วม (20)
คืนมะโรงน้ำแดง (17)
เรื่องสั้นและบทกวี (75)
คุยกับทีมงาน (180)
Total 2085320 hits.
Last on 26-10-57 07:16

ประชาพิจารณ์หลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นรายวิชา “รักษ์คลองอู่ตะเภา”
ข่าวสาร >> สิ่งแวดล้อม (ข่าว)
click to view full image (photo size 49515 byte(s) : 600 x 450 pixel)
สัมมนาประชาพิจารณ์หลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นรายวิชา “รักษ์คลองอู่ตะเภา”
วันพุธที่ 19 มกราคม 2548
ณ ห้องประชุม 210 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ง ผู้เข้าร่วม 81 คน

บันทึกการประชุม
ง 08.00-08.30 น. ลงทะเบียน
ง 08.30-09.30 น. พิธีเปิด กล่าวรายงานโดย อาจารย์พิมพ์มาศ รังสรรค์สฤษดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ขอบคุณท่านประธานและผู้เข้าร่วม และกล่าวถึงที่มาของการจัดประชุมในการทำประชาพิจารณ์หลักสูตรวิชารักษ์คลองอู่ตะเภา โดยการสนับสนุนของโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่
เพื่อให้หลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาทุกองค์ประกอบ และสอดคล้องกับพรบ.การศึกษาแห่งชาติ ปี 2540 มีจุดประสงค์ให้คณะครูอาจารย์ร่วมประชาพิจารณ์ และได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้ในการอนุรักษ์คลองอู่ตะเภา และให้ครูได้ร่วมประชาพิจารณ์นำหลักสูตรไปใช้ในสถานศึกษา
การประชุมวันนี้ประกอบด้วยคณะครูในเขตพื้นที่การศึกษา และผู้สนใจ ได้รับความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โครงการปฎิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ และสหกรณ์ออมทรัพย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อ.สมนึก มีแสง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 2 ประธานในพิธี ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม และชี้ให้ตระหนักถึงความสำคัญของท้องถิ่น มีความรักท้องถิ่นตนเอง ขณะที่การศึกษาที่ผ่านมา ไม่ได้ให้ความสำคัญ และถูกกำหนดโดยคนจากต่างถิ่น หรือจากส่วนกลาง
ที่ผ่านเรา เวลามีการทำหลักสูตรก็เมื่อเวลาเกิดหายนะ ทำหลักสูตรตามหลังหายนะ เราได้ทำหลักสูตรท้องถิ่นต่อเมื่อได้ทำหายนะให้กับท้องถิ่นมากว่า 50 ปี เป็นหายนะทางความคิดที่เกิดจากการขาดความรักในสิ่งนั้น เช่นหลักสูตรเรื่องโรคเอดส์ หลักสูตรเรื่องคลื่นสึนามิ
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องทำ แต่หากเราคิดได้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นอีกในท้องถิ่น เมื่อไรที่ท้องถิ่นเข้มแข็งบ้านเมืองจะเข้มแข็ง เมื่อคนรักท้องถิ่นจะเชื่อมโยงไปถึงการรักชาติ หากคนไม่รักท้องถิ่นจะให้ไปรักชาติยังไกลเกินไป ความคิดของมนุษย์จะเชื่อมโยงกัน
การทำหลักสูตรวิชารักษ์คลองออู่ตะเภาวันนี้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง ผู้เข้าร่วมสามารถไปประชาสัมพันธ์ไปยังจุดอื่น เรื่องอื่นต่อไป
สิ่งที่อยากเห็นมากกว่านี้ คือทำอย่างไรให้หลักสูตรลักษณะนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่
ต่อมาในภายหลัง คนในประเทศนี้พูดถึงเรื่องชุมชนมากขึ้น ไม่เพียงแค่เรา รัฐบาลก็คิดถึงชุมชนมากขึ้น เช่น ใช้คำว่า ชุมชนเข้มแข็ง เริ่มคิดถึง 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ คิดได้ว่าชุมชนน่าจะทำอะไรด้วยตนเองได้ ในต่างประเทศที่เรียกตัวเองว่าอารยประเทศที่เข้มแข็งได้เขาเริ่มต้นในลักษณะนี้ เช่น ญี่ปุ่น เริ่มจากหมู่บ้านว่าทำอะไรได้ดีบ้าง หลายหมู่บ้านทั้งประเทศรวมกันเข้า ทำแล้วจะนำไปจำหน่ายแลกเปลี่ยนที่ไหนบ้าง ในขณะที่เราเพิ่งคิด ในปี 2543 โดยเริ่มทดลองที่ภาคอิสาน แล้วให้กรมพัฒนาชุมชนรับไปดำเนินการ
ในฐานะการที่ศึกษาต้องชี้นำ อยากให้พวกเราที่อยู่ในการศึกษาต้องชี้นำ บอกคนในประเทศนี้ได้ หากการศึกษาชี้นำองค์กรได้ ประเทศเราพัฒนา ปรัชญาการศึกษาจะมีความหมายยิ่งขึ้น
ทำอย่างไรที่ท่านทั้งหลายจะนำไปขยายผล
เรื่องคลองอู่ตะเภา พี่น้องชาวหาดใหญ่ได้ประจักษ์นี่คือเส้นโลหิตเส้นใหญ่ นครหาดใหญ่หรือในอีก 50 ปีข้างหน้าจะเป็นมหานคร ถ้าไม่เกิดอะไรเสียก่อน ซีกตะวันออกของอ่าวไทยจะเป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่ แนวโน้มการพัฒนาตั้งแต่แหลมสมิหลาไปถึงสะเดา การพัฒนาจะขยายออกไป ตั้งแต่สะเดามาถึงแหลมสมิหลาจะเป็นมหานคร เส้นโลหิตใหญ่ที่จะหล่อเลี้ยงมหานครนี้ หากเราเห็นถึงความสำคัญ ทำอย่างไรให้เส้นเลือดใหญ่นี้ไปหล่อเลี้ยงเส้นเลือดย่อยในร่างกาย ทำอย่างไรให้เยาวชนข้างหน้า เกิดจิตสำนึกรักแผ่นดิน รักมหานครแห่งนี้ ทุ่มเทกายใจให้มหานครแห่งนี้ในอีก 50 ปีข้างหน้า
การทำหลักสูตรนี้มีผลต่อชีวิตคนในอีก 50 ปีข้างหน้า
พวกท่านทำได้แน่ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมมือกัน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้สถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น เราจะมาใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดคุณค่าได้อย่างไร
วันนี้ เราได้ทำสิ่งที่เป็นคุณค่าขึ้นแล้วในแผ่นดิน ท่านจะขยายสิ่งที่เป็นคุณค่าไปยังที่อื่นได้อย่างไร นี่คือเรื่องของคลองอู่ตะเภา
ปัญหาของคลองอู่ตะเภาเกิดจากน้ำมือมนุษย์ การแก้ปัญหาก็ต้องเกิดจากมือของมนุษย์ ช่วยกันแก้คนละไม้ละมือ แม้ไม่สามารถทำให้คลองอู่ตะเภาเหมือนในอดีตได้ แต่เราจะมาพัฒนาใหม่ได้อย่างไร ที่จะให้สิ่งเหล่านี้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้น ต้องอาศัยเด็กๆ ต้องสร้างว่าทำอย่างไรให้เขารักท้องถิ่นนี้
คนช่างคิดในท้องถิ่น ทำอย่างไรให้มาร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปัญหาที่ผ่านมาคือภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกละเลยไม่ถูกต่อยอด 50 ปีที่ผ่านมาความรู้ท้องถิ่นเป็นที่รังเกียจในทางวิชาการ ฝากท่านทั้งหลายว่า ความรู้ของภูมิปัญญาท้องถิ่น มีอยู่ตรงไหนอย่างไรให้บันทึกไว้บ้าง มันได้สูญหายไปมากเพราะไม่มีหน่วยบันทึกความรู้ ถ้าโรงเรียนได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยบันทึกความรู้อย่างเป็นระบบแล้วถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน ส่วนไหนสามารถพัฒนาและนำมาต่อยอดได้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน
หากไม่เรียนเรื่องไกลตัวเกินไป นักเรียนจะเรียนได้หมด ต่อไปจะเกิดสิ่งดีๆมากขึ้นในแผ่นดินไทย
เมื่อถึงเวลานั้นหากทำได้จริง ประเทศอื่นจะหลั่งไหลมาเรียนรู้ในประเทศไทย ที่ผ่านมาเราคิดแต่ไปเอาความรู้จากประเทศอื่น ไม่คิดให้ประเทศอื่นมาเรียนรู้จากเรา
เมื่อปี 2480 ญี่ปุ่นมีความรู้พอๆกับเรา แต่ปัจจุบันไกลกันระหว่างฟ้ากับเหว เขาพัฒนาคิดอยู่ตลอดเวลา ต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นทำอะไรได้มาก มีคนไปเรียนรู้จากเขามากมายโดยเฉพาะคนเอเชียด้วยกัน
ถ้าเราได้สร้างเด็กๆไว้ บ้านเมืองถึงเวลา ต้องเลิกความคิดว่าไปเอาความรู้จากคนอื่น ต้องสร้างความรู้ด้วยตนเองได้ ครูต้องสอนความคิดเหล่านี้ การทำหลักสูตรรักษ์คลองอู่ตะเภาเป็นการเรียนรู้จากสภาพจริง เมื่อสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง องค์ความรู้อื่นๆเด็กๆก็สามารถไปสร้างได้ สิ่งที่เกิดในประเทศต่อไปก็จะเป็นสิ่งดีงาม
ขอบคุณท่านทั้งหลายที่ช่วยให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ขอบคุณโรงเรียนพะตงฯที่ทำหน้าที่เป็นเลขา จดบันทึกเรื่องเหล่านี้ให้แลเห็น ขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ง 09.30 น. อ.เบญจมาศ นาคหลง กล่าวนำเล่าความเป็นมาก่อนที่จะมาเป็นวันนี้ ว่าเริ่มจากโรงเรียนได้เปิดสอนวิชา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม(2541-2545) สภาพปัญหาที่พบคือองค์ความรู้ที่สอนนักเรียนมาจากส่วนกลาง ทำอย่างไรให้มีการเรียนรู้เรื่องท้องถิ่นของเราเอง ประกอบกับมีนักศึกษามาทำโมดูลการเรียนรู้เรื่องคลองอู่ตะเภา จึงได้เกิดวิชาเรียนขึ้น
ต่อมา เกิดเครือข่ายโรงเรียนรักษ์คลองอู่ตะเภา ได้เกิดการจุดประกายว่าควรจะเกิดหลักสูตรของเครือข่าย
ได้นำแนวทางการวิจัยมาเปิดวิชารักษ์คลองอู่ตะเภาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาได้มีการรวมตัวกันจากเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา ทำงานดูแลรักษาสภาพแวดล้อมเมืองหาดใหญ่ โครงการปฎิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ ได้จัดสัมมนาจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับท้องถิ่น “คลองอู่ตะเภา” ในปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ได้ประสบการณ์ได้เครือข่ายมาก
กระบวนการร่างหลักสูตร “คลองอู่ตะเภา” เกิดขึ้นจากการรวมตัวของคณะทำงานเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา มีการค้นหาศักยภาพชุมชน 2 ครั้ง ได้องค์ความรู้ออกมาไม่ต่างกันจากที่ได้ดำเนินการมา เพียงแต่ภูมิปัญญาเพิ่มขึ้นหลากหลายมากขึ้น
ต่อมาได้มีการสัมมนา กระบวนการจัดทำร่างหลักสูตร 1 ครั้ง เกิดเอกสารร่างหลักสูตรที่นำมาใช้ประชาพิจารณ์วันนี้
หลังจากนั้นคิดว่า จะมีการประชาพิจารณ์จากทุกองค์กร 2 ครั้ง ครั้งแรกได้ทำที่โรงเรียนพะตงฯ ได้มีการปรับปรุงอีกนิดหน่อย คาดว่าในปี 2548 โรงเรียนในเขตการศึกษา 2 จะได้นำมาใช้แน่
ประเด็นองค์ความรู้ที่ได้ คือ 1. การศึกษาสภาพคลอง ทั้งอดีตและปัจจุบัน โดยศึกษาจากชุมชน จากไอที 2.การศึกษาชุมชน ดูวิถีชีวิต ศึกษาภูมิปัญญา 3.สถานการณ์คลอง 4. การใช้ประโยชน์จากคลอง 5.แนวทางการฟื้นฟู เช่น ใช้มาตรการทางสังคม มีการผลิตน้ำหมักชีวภาพไปบำบัดน้ำเสีย การผลิตปุ๋ยชีวภาพในการเกษตร ใช้มาตรการทางกฎหมาย
หลังจากนั้นได้มีการวิเคราะห์หลักสูตรจนได้ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

ง 09.45 น. อ.โชคลาภ สุวรรณเคหะ นำเสนอหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับท้องถิ่น “คลองอู่ตะเภา”
ง 10.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง
ง 10.30 น. ประชาพิจารณ์หลักสูตร
• อ.จากรร.ทุ่งลุงฯ นำเสนอให้เพิ่มเติมเรื่องประโยชน์จากคลองในช่วงชั้นที่ 1
• อ.สนิท จากทุ่งลุง ชื่นชมกับการทำหลักสูตร ตั้งข้อสังเกตว่าคลองอู่ตะเภาเกี่ยวข้องกับคนคลุมพื้นที่พอสมควร มีวิถีที่แตกต่างไปตามพื้นที่ ถ้าเราสามารถย่อยสภาพพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ เช่น ตอนบน ตอนกลาง และตอนล่าง ในร่างหลักสูตรยังเน้นไปเฉพาะตอนล่าง แต่พื้นที่ตอนบน ตอนกลาง หากได้ซอยละเอียด ความรู้สึกของครูและผู้เรียนจะได้รู้สึกเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับตนมากขึ้น
• ประเด็นที่ทำให้เกิดน้ำเสียมาจากหลายปัจจัย หากได้ซอยพื้นที่ จะได้เกิดภาพที่เกี่ยวข้องจะมีส่วนเสริมให้หลักสูตรสมบูรณ์มากขึ้น
• อ.จากรร.เทศบาล 3 อยากเพิ่มเติมในช่วงชั้นที่ 1 ความหมายของคลองยังไม่มี น่าจะสอดแทรกให้ทราบก่อน และรวมไปถึงประวัติความเป็นมาของคลอง และสอดแทรกวิธีการอนุรักษ์
• รร.เทศบาล 2 นครสงขลา ไม่ได้สัมผัสโดยตรง ในช่วงชั้นที่ 1 เด็กหาดใหญ่จะรู้จักแค่ริมคลองเท่านั้น อยากให้สอดแทรกเป็นแผนที่โดยสังเขป บอกคลองย่อยๆที่ลงคลองอู่ตะเภา
• ในช่วงชั้นที่ 1 ให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องแหล่งน้ำ คู คลอง หนอง บึงก่อน
• เขตพื้นที่นราธิวาส เขต 2 ให้ความเห็นในช่วงชั้นที่ 1 บอกเส้นทางของคลองอู่ตะเภา ไม่แน่ใจว่าคืออะไร อยากให้กำหนดเป็นสายน้ำของคลองอู่ตะเภา พอมารู้จักตำบลคูเต่า คนที่ไม่รู้จักจะไม่ทราบความเชื่อมโยง และมาเกี่ยวกับทะเลสาบสงขลาอย่างไร เราควรมาบอกให้เห็นว่าสัมพันธ์กันอย่างไร
• จากรร.วัดนารังนก เสนอความเห็นในช่วงชั้นที่ 1 ไม่ได้เสนอเนื้อหาในเรื่องสิ่งแวดล้อม ในช่วงชั้นที่ 1 ควรเพิ่มเติมเนื้อหาสิ่งแวดล้อมที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
• รร.จากคลองหอยโข่ง เสนอความเห็นเพิ่มเติม เส้นทางคลองอู่ตะเภาปรากฏในช่วงชั้นที่ 3 ม.2 และช่วงชั้นที่ 1 ตรง ต.คูเต่าน่าจะบอกว่าชุมชนที่เกี่ยวข้องและตั้งอยู่ริมน้ำที่คลองไหลผ่านมีอะไรบ้าง บอกเพียงตำแหน่ง สถานที่ ไม่ต้องมีรายละเอียดมากนัก
• รร.พาณิชยการหาดใหญ่ เสนอว่าการจัดระดับช่วงชั้น อยากให้พูดถึงการอธิบายรายวิชา เด็กควรรู้ถึงประโยชน์และโทษ สิ่งที่อยากพูดถึงคือเรื่องการทำลายป่าไม้ ที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำ
• รร.วัดโคก อยากให้เพิ่มเติมเรื่องสัตว์น้ำในคลอง ในชั้น ป.3
• รร.พะตงฯ นำเสนอในช่วงชั้นที่ 3หรือ 4 ควรเป็นวิชาเพิ่มเติมขึ้นมา 1 รายวิชา รวมทุกกลุ่มรายวิชา ในช่วงชั้นที่ 3 ยังแยกกลุ่มรายวิชา น่าจะมีวิชาเพิ่มเติม ทุกกลุ่มสาระมารวมเป็นวิชาเดียว
• อลิส นำเสนอว่าสนใจว่าเครือข่ายของเรามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับหลักสูตรท้องถิ่นอย่างไร
• อยากให้เพิ่มเติมว่าในแต่ละลุ่มน้ำมีสัตว์น้ำอะไรบ้าง
• คุณชัยวุฒิ ให้เพิ่มเติมในเรื่องตำนาน นิทาน หรือปลาทกที่หายไป เป็นการรื้อฟื้นทรัพยากร
• ให้เพิ่มเติมสัตว์และพืชในบริเวณลุ่มน้ำ
• อ.ชโลม ตั้งข้อสังเกตว่าครูที่มาจากหลายส่วนวิชา มารวมกันเป็นโครงการพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงชั้นที่ 4 มีการวิเคราะห์ ทำอย่างไรให้เด็กมีเวทีนำเสนอผลงานของตัวเองในรอบ 1 ปี
• รร.จากคลองหอยโข่ง บอกว่าคลองอู่ตะเภาอยู่หลังบ้าน ในอดีตเห็นวิถีชีวิตคนริมคลอง นำเสนอในช่วงชั้นที่ 1 อยากให้เปลี่ยน ความสัมพันธ์ของคลองอู่ตะเภากับถิ่นเกิด สามารถเอาวิถีชีวิต นิทาน พืช สัตว์ สามารถทำเป็น 1 หน่วย นำเอาทุกวิชามารวมเป็นวิชาเดียว สามารถทำตรงนั้นได้
• สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติฯ นำเสนอถึงเนื้อหาสาระให้เพิ่มทรัพยากรธรรมชาติ ควรจะมีทุกช่วงชั้น ทวีความเข้มข้นตามช่วงชั้น
• ในช่วงชั้นที่ 4 คุณภาพน้ำในการผลิตน้ำประปา หากให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องระบบการผลิตน้ำประปาเด็กจะตระหนักถึงคุณค่าของน้ำมากขึ้น
• ในช่วงชั้นที่ 4 พูดถึงปลาทก อยากให้เพิ่มเติมอาชีพของคนริมคลองอู่ตะเภาในอดีตและปัจจุบัน
• อ.จรูญ หยูทอง ตั้งข้อสังเกตเรื่องการประชาพิจารณ์ หัวใจสำคัญของหลักสูตรหรือมวลประสบการณ์มาจากความตระหนกตกใจปัญหาของสิ่งแวดล้อม พาไปสู่การสร้างจิตสำนึก สิ่งที่อยากเห็น-สิ่งที่เห็นในหลักสูตรคือการจัดการความรู้ แต่ในการจัดการกับความรู้เป็นพื้นฐาน แต่อยากให้เพิ่มว่าเด็กอยากรู้อะไร และรู้อะไรอยู่บ้าง สิ่งที่อยากเห็นเมื่อจัดการกับความรู้ได้แล้ว จุดสำคัญอยู่ที่เอาความรู้นั้นมาแก้ปัญหาท้องถิ่น สิ่งที่เขาควรรู้คือในฐานะที่เป็นสมาชิกของชุมชนจะมีส่วนมาร่วมแก้ปัญหาได้อย่างไร สิ่งที่อยากเสนอ ในหน้า 24 เมื่อเราจะจัดการกับความรู้และนำความรู้ไปจัดการกับท้องถิ่น สาระที่น่าจะมี ในประเด็นประวัติศาสตร์ ที่บอกไว้ว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อยากเสนอว่าประวัติศาสตร์ของชุมชนจะมีความสำคัญกว่า ควรเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน จะสามารถเชื่อมโยงมาถึงชุมชนปัจจุบันได้ ในประเด็นเศรษฐศาสตร์ควรเพิ่มอาชีพในปัจจุบัน และควรไม่จำกัดแค่เรื่องอาชีพ เรื่องค่านิยมในการบริโภคก็น่าจะมีด้วย ในส่วนหน้าที่พลเมือง คงไม่ใช่แค่รู้การเมืองรอบคลองเพียงอย่างเดียวเพราะไม่ต่างไปจากการเมืองระดับประเทศ ควรเพิ่มสิทธิมนุษยชนและสิทธิของชุมชนว่ามีสิทธิ์จะจัดการกับคลองอย่างไรบ้าง
• คุณหมอรัชนี นำเสนอความเห็นอยากให้เรียนรู้ถึงสัตว์รอบๆข้างคลองด้วยเพราะมีความสัมพันธ์กัน จะเรียนในช่วงชั้นใดก็ได้ หากนักเรียนได้เรียนรู้สิ่งรอบตัวจะไม่มองข้ามพืช สัตว์ ที่อยู่รอบข้าง และควรสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ด้วย, การเรียนรู้เรื่องน้ำขึ้น น้ำลง ควรเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก (ป.4)
• คุณชัยวุฒิ เสริมคำพูดของคุณหมอการเรียนรู้ในภาคอนาคต(สึนามิ) ทำอย่างไรที่จะมาเชื่อมโยงกับเรื่องน้ำบาดาลในพื้นที่คลอง
• อ.ชโลม มองว่าเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันมีตัวชี้วัดความสุข เด็กจะเข้าใจมากกว่าผู้ใหญ่ ครูควรศึกษามากขึ้นในเรื่องนี้ เพราะเด็กจะรับได้ง่ายกว่า
• อ.รัตนา ทุกช่วงชั้นควรเพิ่มในเรื่องระบบนิเวศ คุณค่าของคลอง เรื่องการอนุรักษ์ การฟื้นฟู เคยเห็นตัวอย่างงานวิจัย เห็นเป็นรูปภาพ ว่าเป็นแบบใดที่เป็นเนื้อหาการอนุรักษ์คลอง เป็นสื่อที่น่าสนใจ ไม่จำเป็นต้องอ่านก็ได้, การปลูกจิตสำนึกควรมีทุกช่วงชั้น
• อ.วุฒิ อยากให้เพิ่มช่วงชั้นที่ 1 และ 2 ยังไม่มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำ ไม่ได้หมายถึงการใช้สารเคมี แต่เป็นการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างง่ายๆ ดูสี ดูความขุ่น ดูสนิมที่เกิดขึ้น พอเด็กโตขึ้นหน่อย อาจะให้เด็กลงไปจับสิ่งมีชีวิตในน้ำ เช่น ตัวอ่อนแมลงปอ จะได้เชื่อมโยงไปถึงวิชาอื่น ครูจะต้องมีดัชนีตัวชี้วัด ในชั้นนี้ควรทำอย่างง่ายๆ เด็กจะได้สัมผัสประสบการณ์ตรงทุกคน
• คุณปทุม อยากให้เพิ่มเติมบทบาทหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องน้ำว่ามีอะไรบ้าง
• รร.บ้านน้ำน้อย เพิ่มในช่วงชั้นที่ 2 เพิ่มเนื้อหาระบบนิเวศของคลองอู่ตะเภาให้เด็กได้ศึกษาบ้าง
• อ.เบญถามถึงกระบวนการนำหลักสูตรไปใช้อย่างเชื่อมโยงบูรณาการแต่ละโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง
• จากนราธิวาส ใน น. 13 ช่วงชั้นที่ 1 ไม่เห็นภาพการวิเคราะห์หลักสูตรว่ามีที่มาอย่างไร ปรับอย่างไรให้ชื่อเรื่องน่าสนใจ ยกตัวอย่าง สะพานหาดใหญ่ในกับวัดหาดใหญ่ใน เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ อยากให้ชื่อเรื่องโดดเด่น ยกตัวอย่าง การคมนาคมติดต่อไปคลองอู่ตะเภา ชื่อยังไม่สื่อความหมายที่ชัดเจน
• อ.โชคลาภ อธิบายว่า เอกสารตั้งแต่ น. 13 ไม่ได้ปรับปรุงเนื้อหา ตัดทอน เป็นข้อความจากการระดมความคิดที่ผ่านมา
• เคยอยู่ที่วัดหาดใหญ่ใน รู้จักพื้นที่ตรงนี้ดี สะพานหาดใหญ่ในเมื่อก่อนเป็นไม้ ปัจจุบันเป็นปูน เห็นว่าในเอกสารครอบคลุมอยู่แล้ว
• อยากให้เพิ่มเติมคำจำกัดความเนื้อหาสาระที่จะได้เรียนรู้และวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในทุกช่วงชั้น
• เจตนาของการประชาพิจารณ์ให้เขตการศึกษา 2 นำไปใช้ เห็นด้วยกับแนวทางที่เป็นรายวิชาจริงๆ ในระดับช่วงชั้นที่สูงๆขึ้น ต้องการให้เด็กเกิดสำนึกถึงขั้นอนุรักษ์ ซึ่งไม่รู้ว่าต้องผ่านอีกกี่กระบวนการ หากจะให้นำหลักสูตรไปใช้ ไม่ควรจำกัดตายตัวเพราะบริบทของแต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างกันในรายละเอียด หลักสูตรควรเปิดกว้างไว้ เขตจะทำอย่างไรให้หลักสูตรไปอยู่ในส่วนหนึ่งของสาระใด สำหรับการจัดกิจกรรมบูรณาการให้เรียนรู้ควรเป็นเรื่องของแต่ละโรงเรียน และควรดูพื้นที่ให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระที่จะนำไปใช้ ควรเปิดกว้างให้เป็นอิสระ
• อ.สายหยุด กิจกรรมที่ได้เรียนมาทั้งหมด ในช่วงชั้นที่ 2 วิชาวิทยาศาสตร์ยังขาดเนื้อหาเรื่องดินและการใช้ที่ดิน ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งหมด (ยกตัวอย่าง การสร้างโรงพยาบาลทหารบนป่าพรุรับน้ำ ทำให้เกิดผลกระทบน้ำท่วมตามมา) ทำอย่างไรให้เด็กได้เรียนรู้ถึงเรื่องการใช้ที่ดิน
• คุณหมออนันต์ อยากชื่นชมเครือข่ายที่ได้ร่วมดำเนินการ ใน น.9 ความรู้ทั้งหมดที่มีในเอกสาร ได้เรียนรู้เชื่อมโยงไปถึงระบบนิเวศ หากรู้แล้วเด็กจะมีส่วนร่วมในการนำไปปกป้องทรัพยากรได้อย่างไร และได้รับผลกระทบจากภาครัฐได้อย่างไร (พูดถึงสะพานข้ามคลองที่ญี่ปุ่นมาสร้างไว้เพื่อขนอาวุธ และสะพานแขวนข้ามคลองที่วัดคูเต่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศึกษาวิถีชีวิต)
• ระบบน้ำใต้ดินโดยเฉพาะเขตคลองอู่ตะเภามีความต่างจากที่อื่น ที่มีชั้นเดียว มีบางบริษัทอัดน้ำเสียลงไปใต้ดินด้วย เด็กๆควรได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ด้วย ทำอย่างไรเมื่อเด็กได้รู้สามารถนำไปผลักดันให้ประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดสิ่งดีงามในสังคมได้
• กำแพงกั้นน้ำซีกหาดใหญ่ใน สร้างไปซีกหนึ่ง อีกซีกหนึ่งกำลังจะสร้างต่อ อนาคตคลองจะเปลี่ยนไปแน่นอน การจะสร้างหรือไม่สร้างเป็นเรื่องประชาชนในพื้นที่จะต้องเรียกร้อง
• จากเทศบาลตำบลพังลา ขอชื่นชมกับ รร.พะตงฯ ที่ให้เด็กได้มีความรู้ในท้องถิ่นมากขึ้น อยากถามไปถึงคนที่มาจากพื้นที่อื่นๆ อยากให้จุดประกายไปเขตการศึกษาอื่น อยากให้มีการเรียนรู้ไปยังลุ่มน้ำอื่น, ในช่วงชั้นที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ม.2 ขอเพิ่มเติมมัสยิด สำนักสงฆ์และโบสถ์คริสต์ด้วย น. 18 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาสุขศึกษา สงสัยในข้อการเรียนรู้กิจกรรมการอนุรักษ์ฯ ว่าอยู่ในสาระวิชาใด น. 26 อยากให้แยกแยะระหว่างสุขศึกษาและพละศึกษาที่มีกระบวนการพัฒนาสุขภาพที่ต่างกัน กระบวนการในเอกสารอยากเพิ่มเติมกีฬาในน้ำ
• อ.ชโลม มองภาพรวมว่า การทำหลักสูตรนี้เป็นตัวอย่างกระบวนการในวิชาอื่นๆด้วย และหากดูในช่วงชั้นที่ 4 มีการบูรณาการทุกสาระวิชา ลงรายละเอียดไว้มาก เป็นฐานให้ทุกคนได้วิพากษ์

ง 12.00 น. พักรับประทานอาหารเที่ยง

เพลงเรือ คลองอู่ตะเภา โดย อ.นัฐสุดา กิจรักษา
(หนึ่ง) แขบเข้าตา แขบเข้าตา
คลองอู่ตะเภา ของเรามีมา
จังหวัดสงขลา เกิดมาคู่กัน
คนได้อาศัย สุขใจนานวัน
เดี๋ยวนี้แปรผัน น้ำหมันเน่าเหม็น
สงสารปูปลา อุราลำเค็ญ
เคยว่ายน้ำเล่น แลเห็นเศร้าใจ
ทำพรื่อหมันเล่า น้ำเน่ารินไหล
ไม่มีน้ำใช้ เอาไหรทำกิน
พวกปลาก็หมด น้ำรสเปรี้ยวสิ้น
ปล่อยไว้แผ่นดิน คงสิ้นลำคลอง
มาร่วมมือกัน สร้างสรรค์พี่น้อง
รักถิ่นรักคลอง เราต้องร่วมใจ
พลิกฟื้นผืนคลอง น้ำนองเย็นใส
เราชาวหาดใหญ่ แก้ไขร่วมกัน
คลองอู่ตะเภา ของเราสุขสันต์
คู่ปลาหลากพันธุ์ พากันหล็อบมา
อู่ข้าวอู่น้ำ งดงามนักหนา
อยู่คู่สงขลา ไม่น้อยหน้าใคร

• 15.00 น. นำเสนอกลุ่มย่อย
• กลุ่มที่ 1 ช่วงชั้นที่ 1(ป.1-ป.3) นำเสนอเป็นองค์รวม ไม่แยกรายวิชา ได้เพิ่มเติมส่วน ป.1 เรียนเรื่องความหมายของแหล่งน้ำ ที่มาของชื่อคลองอู่ตะเภา ที่ตั้งของคลองอู่ตะเภา ประโยชน์ของคลองอู่ตะเภาอย่างง่ายๆ สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างคลองอู่ตะเภากับทะเลสาบสงขลา
ป. 2 เนื้อหาที่เรียนคือสายน้ำสาขา สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ความสำคัญของคลองในอดีตและปัจจุบัน สถานที่สำคัญริมคลอง ศึกษาความสำคัญของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต
ป. 3 เรียนเรื่องแผนที่โดยสังเขปของคลองอู่ตะเภา อาชีพ แหล่งท่องเที่ยว การวัดคุณภาพน้ำอย่างง่ายๆ ระบบนิเวศน์ของคลองอู่ตะเภา

• กลุ่มที่ 2 ช่วงชั้นที่ 2 (ป.4-ป.6) แบ่งเป็นวิชาภาษาไทย จะมีกลอนอนุรักษ์ เขียนเรื่องจากภาพ เรียงความ เล่านิทานพื้นบ้าน
วิชาภาษาต่างประเทศ เน้นคำศัพท์ต่างๆ ของสองฝั่งคลอง
วิชาการงานอาชีพ แบ่งเป็นอาชีพเกษตร อาชีพประดิษฐ์ มีนำวัสดุท้องถิ่นมาใช้ และอาชีพประมง เน้นเครื่องมือประมงพื้นบ้าน
วิชาศิลปะ เน้นศิลปะพื้นบ้าน ยี่เก เพลงเรือ วาดภาพตามจินตนาการ
วิชาวิทยาศาสตร์ เน้นระบบนิเวศ ให้เด็กเปรียบเทียบน้ำดีน้ำเสีย ศึกษาการผลิตน้ำประปา วัดคุณภาพน้ำอย่างง่ายๆ
วิชาคณิตศาสตร์ เรียนสถิติ การวัด คำนวณ การคาดคะเน ความน่าจะเป็น
วิชาสุขศึกษา หาภูมิปัญญา
วิชาพลศึกษา ศึกษาเพลงเรือ
วิชาสังคมศึกษา ประวัติความเป็นมาของคลอง ที่มาของชื่อคลอง ของวัด ภูมิปัญญาท้องถิ่น
• กลุ่มที่ 3 ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-ม.3) แบ่งการเรียนรู้เป็น 4 หน่วยหลัก นักเรียนทำงานชิ้นเดียวมีผลการเรียนรู้ที่คาดหวังได้ทุกวิชา ได้แก่
1. ข้อมูลพื้นฐานและความเป็นมา ประกอบด้วยสาระการเรียนรู้ดังนี้
- แหล่งกำเนิดของคลองอู่ตะเภา
- ที่มาของชื่อคลองอู่ตะเภา
- ฯลฯ
2. ชุมชนในอดีตและปัจจุบัน
- ที่ตั้งของชุมชนต่างๆ
- การประกอบอาชีพ
- ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ของดีในท้องถิ่น
- วัฒนธรรมประเพณี
- ความเปลี่ยนแปลงในการเดินทาง
- เหตุการณ์สำคัญในอดีต
- ฯลฯ
3. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- พืช, สัตว์, ทรัพยากรธรรมชาติ
- ปรากฏการณ์ของธรรมชาติในอดีตและปัจจุบัน
- ระบบนิเวศน์
- คุณภาพน้ำ
- ฯลฯ
4. สิทธิและการคุ้มครองคุณภาพชีวิต
- กฏหมายที่เกี่ยวข้อง
- ปัญหาและผลกระทบ
- บทบาทหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
- สุขภาพของคนริมคลอง
- การมีส่วนร่วมและการอนุรักษ์
- ฯลฯ
หลังเรียนรู้จะมีโครงงานออกมา และเสนอให้มีสัปดาห์อนุรักษ์คลองอู่ตะเภา รณรงค์ร่วมกันทั้ง 211 โรงเรียน
• กลุ่มที่ 4 ช่วงชั้นที่ 4 (ม.4-ม.6)มีการเพิ่มเติมน้อยมาก คือในหน้า 24 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ไม่ควรระบุวัด และศาสนา และใช้หลักศาสนามาช่วยในการอนุรักษ์คลอง ในวิชาเศรษฐศาสตร์ดูการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เสนอให้มีเวทีเฉพาะช่วงชั้นที่ 4 อีกครั้ง
แม้จะมีหลักสูตรแล้วก็ควรทำแผนจัดการเรียนรู้ รวมครูจากโรงเรียนในช่วงชั้นที่ 4 มาช่วยกันคิด หากทำได้ทุกช่วงชั้นจะเป็นเรื่องดีที่สุด

• กลุ่มที่ 5 กลุ่มทั่วไป ดูภาพรวมทั้ง 4 ช่วงชั้น เช่นประเด็นภูมิปัญญา มองว่าท้ายที่สุดการสังเกตธรรมชาติ ทำอย่างไรให้เกิดผลใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม ใช้วิทยุชุมชนได้หรือไม่ กิจกรรมบางอย่างรื้อฟื้นได้หรือไม่ สถานการณ์ปัจจุบัน และแนวโน้มอนาคต และผลความคาดหวังที่เชื่อมโยงการแก้ปัญหา การแก้ปัญหาอย่างสันติ มีความเข้าใจความเป็นชุมชน มีการกำหนดทิศทางในอนาคต และนำไปสู่ความเข้าใจปัญหาวิกฤตคลอง เข้าใจผลกระทบของการพัฒนาที่ไม่เป็นองค์รวม เชื่อมนโยบายท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ เข้าใจข้อจำกัดของหน่วยงานที่ควบคุมจำกัด
เสริมกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนและชุมชน เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น กิจกรรมนักสืบสายน้ำ เกิดเวทีประชาคม

ง 16.00 น. อ.สุภาพ ยะพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ พูดถึงภาพรวมของการประชุม และขอบคุณประธานในพิธีมาร่วมกิจกรรม
การทำประชาพิจารณ์หลักสูตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เห็นความสำคัญเรื่องนี้มาตลอด อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในทุกมิติโดยใช้การศึกษาเป็นพื้นฐานในการพัฒนา
จากจุดเริ่มต้นในวิชารักษ์คลองอู่ตะเภามาสู่การทำหลักสูตรบูรณาการวิชารักษ์คลองอู่ตะเภา จากการสนับสนุนของโครงการปฎิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ สหกรณ์ออมทรัพย์ มอ. ได้จัดกิจกรรมจุดประกายร่วมกันและต่อเนื่องมาถึงการประชุมในวันนี้
หลังการประชุมสัมมนาในหลายๆครั้ง ได้มอบหมายให้กองเลขานำไปจัดร่างนำมาสู่การประชุมในวันนี้ และจากการนำเสนอกลุ่มย่อย จะเห็นได้ว่ามีข้อเสนอให้มีแผนการจัดการเรียนรู้ ทางคณะผู้ร่างได้มีการเสนอตัวอย่าง ในช่วงชั้นที่ 4 เป็นแนวทางในการต่อยอด (ดูเอกสารประกอบ)
วันนี้เราตั้งเป้าว่าเสร็จภารกิจแล้วจะนำข้อมูลไปสู่เอกสารเพื่อเติมเต็มให้สมบูรณ์ จัดทำรูปเล่มเพื่อขออนุมัติจัดทำหลักสูตร ได้สำเร็จเป็นอย่างดี
ต่อไปจะมีการทำเอกสารประกอบหลักสูตรอีก จะได้นำเอาข้อมูลจากหลายๆฝ่ายในเวทีมานำเสนอเอาไว้ เป็นสาระที่เยาวชนจะได้นำมาศึกษา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์บรรเจิด พฤฒิกิตติ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มองว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้มีคนกลุ่มหนึ่งที่ตกผลึกมาทำงานเพื่อสังคมในอนาคตซึ่งเป็นงานยากที่คนปัจจุบันไม่สนใจ เป็นงานที่จรรโลงโลกมนุษย์ให้อยู่รอด การที่เราทำงานตรงนี้เห็นพลังของทุกท่านแอบภูมิใจอยู่ลึกๆ อยากจะมาร่วมกิจกรรมอยู่เสมอ
เป็นเรื่องถูกต้องที่จะอยู่รอดโดยใช้ฐานความรู้ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นการสร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่อยู่รอดในการมีปฎิสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การรวมตัวของท่านเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก และแน่นอนว่าเราจะทำไม่สำเร็จหากเราไม่ทำงานเป็นกลุ่มเป็นก้อน
มีผู้เสนอว่าในทุกช่วงชั้นได้มีการมาบูรณาการกันอีกครั้ง เป็นเรื่องที่สำคัญมาก จะทำให้การเรียนรู้เจาะลึกไปสู่ข้อมูลที่จริง มีการต่อยอดไปเรื่อยๆ ความรู้ของทุกคนไม่เท่ากัน การทำงานร่วมกันมาต่อยอดความรู้จะทำได้ง่ายขึ้น
บางครั้งต้องมีอุบายเหมือนกันในการสร้างความผูกพันให้กับเด็กกับสิ่งแวดล้อม ไม่เช่นนั้นก็เป็นเรื่องยากเพราะสื่อต่างๆรอบข้างเป็นอริกับสิ่งที่เราทำทั้งสิ้น
ก็เป็นการให้กำลังใจกัน โดยเฉพาะทุกท่านที่ทำงานมานาน งานของเราเป็นการทำงานด้วยวิญญาณ ทุกท่านมีแน่นอน การทำให้คนตระหนักความสำคัญและมีความรักในสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องยาก การศึกษาที่ผ่านมาได้แบ่งแยกชีวิตกับสิ่งแวดล้อม การที่ท่านได้บูรณาการเป็นเรื่องที่ดี วิถีที่ท่านคิดเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
ขอให้กำลังใจ และขอให้ทุกท่านดูแลรักษาสุขภาพกาย ใจแข็งแรง เพราะงานสำคัญรอท่านอยู่ ท่านสามารถสร้างเยาวชนรุ่นใหม่มาสืบสานปณิธานของท่าน ต้องใช้เวลา และหากไม่สิ้นจินตนาการ ท่านจะบรรลุสิ่งที่ต้องการแน่นอน

ปิดการประชุม

โดย kai (ip:61...150)  เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2548 12:45:23 น.

 print friendly version 
 จำนวนคนดู 3551 ครั้ง ความคิดเห็น 5 รายการ ล่าสุดเมื่อ 21 มิถุนายน 50 15:31:34
 ความคิดเห็น
  ลำดับที่ 1
  ดี่เ

จาก (ip:210...230)  เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2548 21:48:49 น.


  ลำดับที่ 2
  รักมาก

จาก เอ๊ะ(ip:203...113)  เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 19:49:48 น.


  ลำดับที่ 3
  รักมาก

จาก เอ๊ะ(ip:203...113)  เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 19:49:57 น.


  ลำดับที่ 4
  ไม่ค่อยมีข้อมูลเลยอ่ะ

จาก ข้อมูล(ip:202...12)  เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 15:30:55 น.


  ลำดับที่ 5
  ไม่มีเนื้อหาเลย

จาก 563(ip:202...12)  เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 15:31:34 น.


 แสดงความคิดเห็น

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Text Color Background Color Hyperlink Image Horizontal Rule
งง ยิ้มยิงฟัน หน้าบึ้ง โกรธ ง่วง กรอกตา ยิ้ม แลบลิ้น ขยิบตา เยี่ยม มาดเท่ห์
รูปภาพ : Options
ป้อนเลข 0 ในช่อง - > เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกัน spam message
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 0 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 6049025 person(s) and 16420124 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation