รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
สารคดี : หน้าหลัก
สารคดี
คนค้นคลอง
คำคนคลอง
เล่ โรงงาน และน้ำเสีย
ที่มาของชื่อคลองอู่ตะเภา
ตามรอยจระเข้ที่คูเต่า
ลุยป่าต้นน้ำผาดำ
แข่งเรือยาว
สุขสันต์วันลอยกระทง

ย่างเข้าเดือนสิบสอง ตรงกับวันลอยกระทง ฝนปรอยลงมาในช่วงพลบค่ำ รับกับข่าวดีว่าพายุหมุ่ยฟ้าอ่อนตัวลง กลายเป็นแค่ดีเปรสชั่น ไม่ได้ก่อภัยพิบัติที่น่าแตกตื่นตกใจ ให้กับจังหวัดภาคใต้ตอนบน และเลยต่ำลงมา ถึงจังหวัดสงขลาในบางส่วน อากาศทั้งวัน ก็ปลอดโปร่งสดใสดีอยู่หรอก แต่สายฝนบางเบาที่โปรยลงมานั้น ก็ทำเอาใจตุ๊มๆ ต๋อมๆ ว่าคืนนี้ฝนจะตกหรือเปล่า พอฝนซาผู้คนเริ่มที่จะออกจากบ้าน ในมือถือกระทง ที่มีดอกไม้หลากสีบานสะพรั่ง

เราทำกระทงกันง่ายๆ ตัดกล้วยที่ออฟฟิศของเพื่อนบ้าน บรรจงพับใบกล้วยเป็นพานประดับดอกดาวเรือง และเพื่อไม่ให้สิ้นเปลือง ผมกับภรรยาและลูกตัดสินใจใช้กระทงใบเดียวกัน หลังจากนั้นเรากับพรรคพวกอีก 2-3 คนมุ่งหน้าตรงไปยังคลองอู่ตะเภา

เลียบริมคลองมาตามถนนสาครมงคล เลยโรงน้ำแข็งไปอีกหน่อย รถเริ่มจอดแน่นสองฟากทาง ผมตัดสินใจจอดรถไว้หลังกระบะคันสุดท้าย แม้ว่าจะไกลจากสถานที่จัดงานพอสมควรแต่ก็ไม่อยากเสี่ยงไปหาที่ว่างข้างหน้า ไม่ไกลนักตรงบริเวณสนามหญ้าแสงไฟสว่างไสว พอได้ยินเสียงดนตรีจังหวะคึกคักราวจะกระตุ้นฝีเท้าให้ก้าวกระชั้น สองข้างทางแม่ค้าตั้งแผงขายกระทงแลละลานตา บางกระทงทำด้วยขนมปังดูแปลกออกไป

คืนนี้ตอนที่เราไปถึงตรงตีนตลิ่งเต็มไปด้วยผู้คน ปีนี้น้ำน้อยไปหน่อย

ผมเหลือบไปเห็นฤาษีเคราขาวคนหนึ่ง กำลังนั่งพรมน้ำมนต์ อยู่บนแท่นปะรำพิธี เบื้องล่างต่ำลงมา มีหนุมานนั่งอวดพุงพลุ้ยคอยชักชวนผู้คนมาร่วมทำบุญ ถัดไปคลื่นผู้คนเบียดเสียด เข้าไปทำบุญกับพระพุทธรูป โดยเลือกให้ตรงกับวันเกิดของตน

อีกฟากหนึ่งของถนน สไลด์เดอร์ขนาดยักษ์สีแดงสด เรียกเด็กๆ ขึ้นไปทิ้งตัวสไลด์ลงมา ถัดไปอีกใกล้ๆกันผู้คนมุงล้อมกันเป็นวง คอยลุ้นหนูว่าจะวิ่งหนีไปลงรูเบอร์เลขอะไร

ใช่แล้ว ที่นี่คือบางหัก

ปีนี้ที่สะดุดตาผมอีกอย่างก็คือ ลูกโป่งหลากสีหลากรูปแบบ บรรจงดัดเป็นตัวหนอนก็มี เป็นริ้วสายเล็กๆเหมือนหนวดกุ้งก็มี เห็นคนขายเดินสวนกันขวักไขว่ ยั่วความสนใจเด็กๆ

ไม่รู้เป็นยังไงในใจผมนั้นยังตรึงตราอยู่กับภาพกระทงนับร้อย ที่ลอยวนอยู่ตรงหน้าท่าบางหักเมื่อสองปีก่อน หน้าท่าบริเวณนี้เป็นทางโค้ง สายน้ำจะพัดพาสายกระทงลอย มาชนกับกระแสน้ำริมตลิ่ง เกิดเป็นน้ำหมุนพากระทงลอยวนเป็นวง แสงเทียนกระพริบไหวระยิบระยับ และกลีบดอกไม้หลากสีค่อยๆ ล่องลอยไปกับวังวนของสายน้ำ กลายเป็นภาพที่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ

แต่ปีนี้น้ำน้อย กระทงก็น้อย ลมก็แรง สายกระทงดูหรอมแหรมเต็มที

ฝนตกลงมาอีก ภรรยาผมกลัวลูกจะเป็นหวัดเลยหนีมาขึ้นรถ เราออกจากบางหักเวลายังหัวค่ำอยู่เลย เราตัดสินใจกันว่าจะไปตระเวนดูงานลอยกระทงที่อื่นๆว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร

ตรงหน้าท่าวัดหาดใหญ่ในก็ดูจะคึกคักเหมือนทุกปี ไม่เฉพาะฝั่งวัดหาดใหญ่ใน ตรงศาลาลุงทองก็ครึกครื้นไม่แพ้กัน ผมขับรถผ่านเมื่อช่วงเย็นรถติดจนขยับไปไหนไม่ได้ ต้องอดทนนั่งแกร่วอยู่ในรถร่วมครึ่งชั่วโมง กว่าโฆษกสนามจะประกาศเรียกผู้มีหน้าที่ควบคุมรถ มาอำนวยความสะดวกจัดระเบียบการจราจรจลาจล ให้จึงผ่านวิกฤตจราจรไปได้ ว่าไปแล้ว งานลอยกระทงเป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่คนไทยเรามีอารมณ์ร่วมออกมาสนุกสนานกัน

บนคอสะพานข้ามคลองไม่มีที่ว่างรถราจอดอยู่แน่นขนัดไปหมด ผมไปยืนดูอยู่บนเชิงสะพาน เห็นแต่หน้าท่าวัดหาดใหญ่ใน มีแสงไฟสว่างไหวมองเห็นคนกำลังว่ายน้ำไปเก็บเงินในกระทง

อีกฟากหนึ่งคือกำแพงคันกั้นน้ำ ป้องกันปัญหาน้ำท่วมเหยียดยื่นลงไปในคลอง มองดูคันปูนสีขาวขุ่นอันแข็งกระด้างแล้วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกๆ

ถึงยังไงสายน้ำก็ยังใกล้ชิดกับผู้คน ถึงยุคสมัยจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร มีเทศโนโลยีดิจิตอลก้าวไกลอย่างไร แต่จิตวิญญาณของผู้คนก็ยังแสวงหาความแนบชิดกับธรรมชาติอยู่ดี

ยิ่งเมืองเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุมากเท่าใด ผู้คนยิ่งกระหายหาความต้องการด้านจิตใจมาเติมเต็มมากขึ้นเท่านั้น เพื่อหล่อเลี้ยงมิให้จิตวิญญาณของตนแข็งกระด้าง เฉยชาไร้ความรู้สึกดังเช่นวัตถุ

จำได้ว่าตอนที่อธิษฐาน นอกจากขอมาพระแม่คงคาแล้ว ผมยังขอให้พระแม่ดลใจให้มนุษย์เรา กลับมาแสวงหาความเป็นมนุษย์ที่ขาดหายไปด้วย

ออกจากวัดหาดใหญ่ในแล้ว นึกกันว่าจะไปต่อที่ไหนดี ในเมืองหาดใหญ่เองนอกจากที่อ่างเก็บน้ำของมอ. ที่มีคนนิยมไปเที่ยวแล้ว นอกนั้นก็มีงานลอยกระทงที่สวนสาธารณะ แต่ที่นั่นรถติดมากเหลือเกิน ผมไม่อยากไป เลยตัดสินใจบึ่งรถไปถนนลพบุรีราเมศวร์ ตรงไปยังวัดคลองแห

เมื่อสองวันก่อน เครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภาร่วมกับทางวัดคลองแห ผ่านการประสานงานของจ่าคม เรานัดหมายกันไปทิ้ง EM BALLS จำนวน 5,000 ลูกเพื่อบำบัดน้ำเสียให้กับคลองแห ผมรับหน้าที่ต่อสายไปยัง มอ. FM.88.00 MHz ให้มาถ่ายทอดสด ครูเบญประสานโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ พานักเรียนมาร่วมกิจกรรม จ่าคมประสานโรงเรียนในพื้นที่ วัดคลองแหรับดูแลเรื่องอาหารการกิน โครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

วันนั้นเด็กๆสนุกกับการโยน EM BALLS ลงคลองกันใหญ่

เมื่อพูดถึง EM แล้วหลายคนกำลังฝากความหวังให้ว่า จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการฟื้นฟูคลองอู่ตะเภาของเรา

EM นั้นย่อมาจาก Effective Microorganisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง ศ.ดร.เทรูโอะ ฮิงะ นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวน มหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ได้ศึกษาแนวคิดเรื่อง "ดินมีชีวิต" ของท่านโมกิจิ โอกะดะ (พ.ศ.2425-2498) บิดาเกษตรธรรมชาติของโลกจากนั้น ดร.ฮิงะ เริ่มค้นคว้าทดลองตั้งแต่ปี พ.ศ 2510 และค้นพบ EM เมื่อ พ.ศ. 2526 ท่านอุทิศทุ่มเททำการวิจัยผลว่ากลุ่มจุลินทรีย์นี้ใช้ได้ผลจริง หลังจากนั้นศาสนาจารย์วาคุกามิ ได้นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย โดยท่านเป็นประธานมูลนิธิบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ด้วยกิจกรรมทางศาสนา หรือ คิวเซ (คิวเซ แปลว่า ช่วยเหลือโลก) ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

ซึ่งจากการค้นคว้าได้พบความจริงที่เกี่ยวกับจุลินทรีย์ว่ามีอยู่ 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพ มีประมาณ 10 %
2. กลุ่มทำลาย เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรค มีประมาณ 10 %
3. กลุ่มเป็นกลาง มีประมาณ 80 % จุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใดมีจำนวนมากกว่ากลุ่มนี้จะสนับสนุนหรือร่วมด้วย ดังนั้น การเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพลงในดินหรือน้ำเสีย ก็เพื่อให้กลุ่มสร้างสรรค์มีจำนวนมากกว่า ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินหรือน้ำ ให้กลับมีพลังขึ้นมาอีก หลังจากที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีจนตายไป

และจากประสบการณ์ปฏิบัติการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมคลองแสนแสบ ที่สภาพคลองเริ่มมีสภาพน้ำสีดำและขุ่นข้นมากขึ้น บางตอนมีกลิ่นเน่าเหม็นค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่บริเวณด้านหลังสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(NIDA) บริเวณท่าน้ำวัดศรีบุญเรืองเข้ามาในเขตชั้นในกรุงเทพมหานคร ท่าน้ำวัดเทพลีลา ท่าน้ำบริเวณคลองตัน ประตูน้ำ ราชเทวี บริเวณบรรจบคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งมีระยะทางยาวประมาณ 12.6 กิโลเมตร หลายหน่วยงาน โดยเฉพาะ NIDA กรุงเทพมหานคร การเคหะแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรม กองทัพบก กลุ่มองค์กรชุมชน มูลนิธิบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ด้วยกิจกรรมทางศาสนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 20 หน่วยงาน ได้เริ่มหาทางแก้ไขปัญหาน้ำเสียที่เกิดขึ้น และนับวันจะทวีความรุนแรง

การปฏิบัติงานครั้งแรกวันที่ 7 สิงหาคม 2546 อันเป็นการเริ่มต้น ครั้งนั้นได้ใช้โบกาฉิก้อนดินเหนียว หรือดังโหงะราวๆ 10,000 ก้อน เป็นการสาธิตการบำบัดน้ำเสียร่วมกับการใช้ EM และน้ำสกัดพืชหมักของชุมชน(ขยะหอม)

กรรมวิธีในการทำดังโหงะ ส่วนผสมวัสดุที่ควรใช้ทำดังโหงะหลักๆในสูตรของศูนย์เกษตรธรรมชาติคิวเซ ก็มี โบกาฉิมูลสัตว์ 1 ส่วน รำละเอียด 1 ส่วน ทรายหรือดินเหนียว 1 ส่วน รำหยาบหรือแกลบบด 1 ส่วน และส่วนที่เป็นของเหลว ก็มี EM ขยาย 1 ส่วน EM5 หรือสุโตจู 1 ส่วน น้ำหมักเศษอาหาร 10 ส่วน และกากน้ำตาล1 ส่วน

ขั้นตอนในการทำ นำส่วนผสมที่เป็นวัสดุผสมให้เข้ากัน และใช้ของเหลวที่เกิดจากการผสมแล้วคลุกเคล้า อาจใช้ของเหลวที่เกิดจากการผสมแล้วคลุกเคล้า อาจใช้โม่ผสมหรือผสมกองกับพื้นก็ได้ จนได้ความชื้นประมาณ 40% ซึ่งสามารถปั้นเป็นก้อนกลมได้ หากต้องการให้มีรูปร่างกลมสวยงาม ควรใช้แม่แบบโลหะอัดเป็นก้อนจะดีมาก หลังจากนั้นควรผึ่งให้แห้ง 1-2 วัน และควรบรรจุถุงพลาสติกให้อยู่ในสภาพไม่มีอากาศ จะได้เชื้อราสีขาวภายในก้อนดังโหงะ

ดังโหงะจะนิยมใช้ในกรณีคูคลองแม่น้ำ ที่เป็นแหล่งน้ำที่มีน้ำไหลตลอดเวลา โดย EM ดังโหงะ(หรือ EM BALLS)จะสามารถฟื้นฟูระบบนิเวศ เมื่อจมลงที่ก้นคลองจะช่วยย่อยตะกอนเน่าเสียสามารถสร้างอาหารสัตว์น้ำเล็กๆ โดยเฉพาะกลุ่มแพลงตอนพืช(phytoplankton) ให้เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเกิดแพลงก์ตอนสัตว์เพื่อเป็นอาหารที่ดีของปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ รวมทั้งเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ดีในน้ำ เมื่อก้นคลองหรือแม่น้ำ มีจุลินทรีย์ดีมากขึ้น ก้นคลองจะเริ่มสะอาด มีปริมาณออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้นได้

นอกจากนี้จุลินทรีย์กลุ่มที่มีประสิทธิภาพจะช่วยย่อยสลายตะกอนมากขึ้น สารพิษในน้ำที่ก่อให้เกิดมลภาวะก็จะลดน้อยลง ระบบนิเวศในแม่น้ำลำคลองก็จะค่อยๆดีขึ้นเพื่อที่จะรักษาสภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จะขาดไม่ได้ จุลินทรีย์ผู้เปรียบเสมือนวีรบุรุษนี้ก็จะช่วยในการเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ เช่น กุ้งหอย ปู ปลา พร้อมกับสภาพคูคลอง แม่น้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ ในกรณีน้ำเสียควรใช้ดังโหงะ ประมาณ 1 ก้อนต่อปริมาณน้ำเสีย 10 ลูกบาศก์เมตร ทุกเดือน ประมาณ 3-6 เดือน สภาพน้ำและตะกอนจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มาถึงวัดคลองแห คนแน่นมากกว่าที่คิดแต่ระบบการจัดการรองรับการแก้ปัญหาไว้ดีเยี่ยม ใกล้ๆวัดก็มีสนามหญ้าของโรงเรียนไว้รองรับรถยนต์ มีอาสาสมัครคอยอำนวยความสะดวกไว้พร้อมสรรพ

เดินเข้าวัด เพียงแค่เดินผ่านประตูเข้าไป ก็สัมผัสบรรยากาศที่ชวนให้หวนรำลึกถึงงานวัดในวัยเด็ก ผมขนลุกซู่กับคลื่นผู้คนที่เนืองนองหลั่งไหลมางานวัดที่มีของขายเต็มลานกว้าง ตรงกลางลานถูกยึดครองด้วยเวทีการแสดงส่วนลานด้านหลังริมคลองมีการแสดงหนังตะลุง มโนห์รา มีการประกวดกระทงสร้างสรรค์ ผมเห็นเด็กๆวิ่งเล่นกันสนุกสนาน ผู้คนเต็มวัดจนเรียกได้ว่าไม่มีที่ว่างให้เดินเล่น

"ไหนล่ะ ที่ลอยกระทง" ภรรยาผมหันมาถาม

ผมก็งงไปเหมือนกันเพราะจำทิศทางไม่ได้ มาแต่ตอนกลางวัน มาถึงกลางคืนคนก็เยอะ พอหันไปเห็นโบสถ์ที่อยู่ริมคลอง พอจะจำได้ก็ฉุดมือภรรยาเดินลิ่ว ตรงไปยังศาลาที่อยู่ถัดมาใกล้ๆ ลงบันใดไปยังตีนตลิ่งหน้าท่าที่มีคนยืนออกันอยู่

คลองแหในยามค่ำคืนดูแปลกออกไป แสงไฟจากนีออนหลากสีสาดสะท้อนลงกับผิวน้ำ เหนือสะพาน มีป้ายผ้าประดับประดาพร้อมเต็นท์ขนาดใหญ่ รองรับการแข่งเรือพายในช่วงกลางวัน เรามาไม่ทันได้ดูเพราะว่าติดงานประชุมที่สสจ. จึงอดได้ดูมวยทะเลกลางคลองแหที่ว่ากันว่าน้ำดำสกปรกได้ที่

ดูเหมือนคนกำลังมุงดูอะไรสักอย่าง ผมแหวกฝูงชนที่อออยู่ริมท่าออกไป ก็เห็นดอกบัวใหญ่ลอยน้ำอยู่ริมตลิ่ง แผ่กลีบสีชมพูบานสะพรั่ง บนดอกบัวมีนางนพมาศวัยสาวรุ่นหน้าตาแฉล้ม 2 อนงค์นั่งอยู่ท่ามกลางแพกระทงน้อยใหญ่ ตอนที่ผมชะโงกหน้าไปชื่นชมความงาม สาวเจ้ากำลังก้มหน้า เอามือปิดจมูกไล่ควันเทียน ที่ตลบอบอวลอยู่รอบกาย เห็นแล้วก็อดเห็นใจไม่ได้

แม้นจะชอบใจไอเดียคนจัดงานอยู่ แต่การให้นางนพมาศมาตรากตรำ เป็นนางโชว์อยู่เช่นนี้ ออกจะทรมานนางนพมาศของเราอยู่ไม่น้อย (หวังว่าปีหน้าคงจะไม่เข็ดนะครับ)

เข้าไปนมัสการเจ้าอาวาสกับท่านพระครูโสภณ หรือท่านสมปอง ที่เป็นแนวร่วมอนุรักษ์คลองอู่ตะเภา ท่านถามถึงเจ้าตัวน้อย

ผมถามท่านเจ้าอาวาสว่าหลังจากเอา EM BALLS มาทิ้งที่คลองแหปรากฏผลเป็นอย่างไร

"รู้สึกว่าจะดีขึ้นบ้าง" ท่านพูดเบาๆ

พวกเราได้ข้อสรุปร่วมกันอย่างหนึ่งว่า ขอแต่ให้คลองแหหรือคลองอู่ตะเภา มีกิจกรรมใช้ประโยชน์โดยตรงมากๆ คลองก็จะดีขึ้นเอง อย่างที่คลองแหแม้จะรู้ว่าน้ำเน่าเสียแต่เมื่อมีกิจกรรมแข่งเรือ ก็เริ่มมีการลอกผักตบผักชวาขึ้นจากผิวน้ำ เริ่มมีกิจกรรมบำบัดสายน้ำ

ครู่ต่อมาเราก็เดินไปดูหนังตะลุง เห็นชื่อหนัง รณกร รักษ์วงศ์ คุ้นๆกับนามสกุล พอเดินไปดูหลังโรงก็เห็นครูประเสริฐ รักษ์วงศ์ นั่งเป็นพี่เลี้ยง คอยส่งรูปตัวหนังให้กับเด็กหนุ่ม ซึ่งกำลังทำหน้าที่นายหนังพากษ์บทอยู่ สงสัยว่าเด็กหนุ่ม คงจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของครูเสริฐ

บนโรงก็เห็นอาจารย์สุรชัย เหล่าสิงห์ นั่งเป่าปี่อยู่ แกร้องเรียกภรรยาผมให้ขึ้นมาบนโรงหนัง

ที่คลองแหนอกจากจะมีกิจกรรมพัฒนาแล้วยังอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมอีกด้วย ได้เห็นความคึกคักร่วมแรงร่วมใจของผู้คนเช่นนี้ ผมอดชื่นใจไม่ได้ เมื่อคิดถึงการอนุรักษ์คลองอู่ตะเภา คลองแห หรือคลองอื่นใดก็ตาม หากว่ามีการระดมสรรพกำลังจากทุกฝ่ายเช่นนี้ อนาคตแม้นว่าสภาพน้ำจะดีขึ้นมากน้อยเท่าไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ความสมัครสมานค์สามัคคีของคนต่างหมู่ต่างเหล่า ต่างเพศต่างวัย ที่จักเกิดขึ้นจากการได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้ร่วมคิดร่วมคุย ลงมือลงแรงทำในสิ่งที่เห็นว่ามีคุณค่า

การค้นพบศักยภาพในตัวเอง และค้นพบการทำงานร่วมกัน อย่างเป็นหมู่คณะ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมยุคใหม่ ที่ผู้คนต่างคนต่างอยู่ ขาดรากเหง้าทางจิตใจ เมื่อปราศจากการความสำนึก ถึงรากเหง้าตัวตนที่ดำรงอยู่ว่าคือใคร สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างไร เราก็เกิดความรู้สึกแปลกแยก ไม่เป็นหนึ่งเดียว ทำให้ขาดความรักความผูกพันกับทุกสิ่ง

ผมคิดว่าสังคมวันนี้กำลังขาดซึ่งสายใยที่จะร้อยรัดจิตใจ จิตวิญญาณให้ผนึกแนบแน่นกับสิ่งที่ควรจะเป็น สายใยที่จะโอบรัด รับรองความแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ของปัจเจกชนหรือสังคมที่อาจล้มเหลวจากดำรงอยู่ในโลกสมัยใหม่

ท่ามกลางปัญหาที่ถาโถมเข้ามา น้ำเสียจากคลองอู่ตะเภา ก็ไม่ต่างจากปัญหาที่หมักหมมในสังคมอื่นๆ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีน้ำใหม่ น้ำดีลงมาต่อกร เป็นพลังแห่งจุลินทรีย์ดีๆ ต่อสู้กับความเลวร้าย สายใยแห่งความรักสิ่งนี้ต่างหาก คือรากฐานของการมีอยู่ของสังคมที่แท้จริง และผนึกให้สังคมมีความเข้มแข็งและยั่งยืน

สุขสันต์งานลอยกระทงครับ.

จำนวนคนดู 7499 ครั้ง ล่าสุดเมื่อ 30 มีนาคม 60 17:28:56
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 16 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7953554 person(s) and 26602548 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation